CRM ในงานการตลาด: ทำไมข้อมูลลูกค้าจึงสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่า

เรียนรู้ว่า CRM ช่วยยกระดับการตลาดอย่างไร ทั้งข้อมูลลูกค้า การแบ่งกลุ่ม การปรับเนื้อหาเฉพาะบุคคล ระบบอัตโนมัติตามวงจรชีวิตลูกค้า การวัดผลที่มา และเส้นทางลูกค้าที่ดีขึ้นบนอีเมล SMS WhatsApp โฆษณา และงานขาย

Tajo Team
Tajo Team
อัปเดต
0 เข้าชม · 7 วัน
CRM in marketing
CRM ในงานการตลาด?

CRM ในงานการตลาดหมายถึงการใช้ข้อมูลความสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อทำให้แคมเปญตรงความต้องการมากขึ้น ส่งในจังหวะที่เหมาะสม และวัดผลได้

หากไม่มี CRM ทีมการตลาดมักต้องพึ่งรายชื่อกว้าง ๆ ภาพลูกค้าที่ตายตัว แคมเปญที่วางตามปฏิทิน และตัวชี้วัดระดับช่องทางที่อธิบายไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากลูกค้าคลิก

เมื่อมี CRM การตลาดจะใช้บริบทจริงของลูกค้าได้ ทั้งว่าลูกค้าคนนี้เป็นใคร ซื้ออะไรไปแล้ว ดูอะไรอยู่ อยู่ในช่วงใดของวงจรชีวิต ชอบช่องทางไหน มีการติดต่อกับฝ่ายขายหรือฝ่ายบริการอย่างไร และมีแนวโน้มจะกลับมาซื้ออีกหรือไม่

พฤติกรรมการค้นหาในปัจจุบันสะท้อนความตั้งใจเชิงปฏิบัติ ผู้คนต้องการคำนิยามที่ชัดเจน ตัวอย่างการใช้ข้อมูล CRM ในงานการตลาด แนวคิดการแบ่งกลุ่มลูกค้า กรณีใช้งานระบบอัตโนมัติ คำแนะนำเรื่องแพลตฟอร์ม และแนวทางลงมือทำทีละขั้น แหล่งข้อมูลจากผู้ให้บริการและวงการอย่าง Brevo HubSpot Salesforce Microsoft Mailchimp และ Tajo ก็ชี้ไปในทางเดียวกันว่า CRM ไม่ได้เป็นเพียงฐานข้อมูลของฝ่ายขายอีกต่อไป แต่เป็นชั้นบริบทของลูกค้าที่ทีมการตลาด ทีมขาย ทีมบริการ และระบบอัตโนมัติใช้ร่วมกัน

คู่มือนี้คงโครงสร้างที่เป็นประโยชน์จากบทความเดิมไว้ และขยายให้กลายเป็นคู่มือ CRM marketing ฉบับสมบูรณ์

คำตอบสั้น ๆ

CRM ช่วยให้การตลาดดีขึ้นด้วยการทำให้ทุกแคมเปญตอบคำถามห้าข้อนี้ได้ดีขึ้น

คำถามข้อมูล CRM ที่ตอบคำถามนั้น
ลูกค้าคนนี้เป็นใครโปรไฟล์ผู้ติดต่อ บริษัท พื้นที่ ตำแหน่งงาน บัญชี ที่มา
เขาทำอะไรไปบ้างการซื้อ การเข้าชมหน้าเว็บ การคลิกอีเมล การใช้งานสินค้า การติดต่อฝ่ายบริการ
เขาต้องการอะไรความชอบ สินค้าที่เข้าชม แบบฟอร์ม บทสนทนา บันทึกของฝ่ายขาย
ควรเกิดอะไรขึ้นต่อไปช่วงของวงจรชีวิตลูกค้า คะแนนลูกค้าเป้าหมาย ความเสี่ยงที่จะเลิกใช้ ระดับสมาชิก สถานะตะกร้า
การตลาดส่งผลต่อรายได้อย่างไรที่มาของแคมเปญ มูลค่าดีล มูลค่าออเดอร์ การซื้อซ้ำ การรักษาลูกค้า

เวิร์กโฟลว์ CRM marketing ชุดแรกที่ควรทำคือ

  1. เส้นทางต้อนรับและการเริ่มต้นใช้งาน
  2. แคมเปญอีเมลที่แบ่งตามกลุ่มลูกค้า
  3. การติดตามผลกรณีทิ้งตะกร้าหรือดูสินค้าแล้วไม่ซื้อ
  4. การให้ความรู้หลังการซื้อ
  5. การเตือนให้ซื้อซ้ำและสั่งเพิ่ม
  6. แคมเปญดึงกลับสำหรับลูกค้าที่ไม่เคลื่อนไหว
  7. แคมเปญสำหรับลูกค้า VIP หรือโปรแกรมสะสมความภักดี
  8. การบ่มเพาะลูกค้าเป้าหมายและการส่งต่อให้ฝ่ายขาย
  9. กฎการระงับการส่งสำหรับลูกค้าที่ไม่ควรได้รับแคมเปญนั้น

สำหรับทีมที่ใช้ Shopify ร่วมกับ Brevo นั้น Tajo ช่วยซิงค์ข้อมูลลูกค้า ออเดอร์ สินค้า ความยินยอม และวงจรชีวิตลูกค้าเข้าสู่ Brevo เพื่อให้การตลาดที่อิง CRM ไม่ต้องพึ่งการส่งออกไฟล์ CSV ด้วยมือ

การตลาดที่ไม่มี CRM เทียบกับการตลาดที่มี CRM

CRM เปลี่ยนการตลาดจากงานที่ยึดรายชื่อเป็นหลัก ให้กลายเป็นงานที่ยึดเส้นทางของลูกค้าเป็นหลัก

การตลาดที่ไม่มี CRMการตลาดที่มี CRM
ส่งแคมเปญเดียวกันให้ทุกคนแยกแคมเปญตามกลุ่ม วงจรชีวิต พฤติกรรม และมูลค่า
กำหนดจังหวะตามปฏิทินกำหนดจังหวะตามการกระทำและช่วงของลูกค้า
ปรับเนื้อหาได้แค่ชื่อจริงปรับเนื้อหาจากการซื้อ ความสนใจ บัญชี และประวัติ
ฝ่ายขายและการตลาดใช้บริบทคนละชุดใช้โปรไฟล์ลูกค้าร่วมกันทุกทีม
แคมเปญมองไม่เห็นปัญหาที่ลูกค้าแจ้งไว้มีกฎระงับและกู้สถานการณ์เพื่อปกป้องประสบการณ์ลูกค้า
รายงานหยุดอยู่แค่ยอดเปิดและคลิกรายงานเชื่อมแคมเปญเข้ากับไปป์ไลน์ ออเดอร์ การรักษาลูกค้า และการเลิกใช้
ไม่รู้ว่าลูกค้ามีมูลค่าเท่าไรใช้งบและข้อเสนอให้สอดคล้องกับมูลค่าตลอดช่วงชีวิตและศักยภาพการซื้อ
ข้อมูลกระจายอยู่ตามเครื่องมือต่าง ๆบริบทของลูกค้าถูกรวมศูนย์หรือซิงค์ตรงกัน

นี่ไม่ได้แปลว่าทุกธุรกิจต้องมีชุด CRM ระดับองค์กร แต่หมายความว่าการตลาดต้องมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าที่เชื่อถือได้ และมีระบบที่ชัดเจนในการนำไปใช้

ข้อมูล CRM แบบใดที่ขับเคลื่อนการตลาด

ข้อมูล CRM มีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเชื่อถือได้และนำไปใช้งานจริงได้

ข้อมูลโปรไฟล์

ข้อมูลโปรไฟล์บอกทีมการตลาดว่าบุคคลหรือองค์กรนั้นคือใคร

ตัวอย่าง

  • ชื่อ
  • อีเมล
  • เบอร์โทรศัพท์
  • บริษัท
  • ตำแหน่งงาน
  • พื้นที่
  • ภาษา
  • ที่มาของการได้ลูกค้า
  • วันที่สมัคร
  • ประเภทลูกค้า
  • อุตสาหกรรม
  • ผู้ดูแลบัญชี

ข้อมูลโปรไฟล์ช่วยเรื่องการส่งต่องาน การปรับเนื้อหาให้เข้ากับท้องถิ่น การปรับเฉพาะบุคคล และการแบ่งกลุ่มลูกค้า และเป็นจุดที่ปัญหา CRM หลายอย่างเริ่มต้นขึ้นด้วย หากตำแหน่งงานถูกกรอกไม่เป็นมาตรฐาน ประเทศหายไป เบอร์โทรศัพท์ไม่ได้จัดรูปแบบให้ตรงกัน หรือการติดตามที่มาพัง การแบ่งกลุ่มก็จะเชื่อถือไม่ได้

ข้อมูลความยินยอมและความชอบ

การตลาดไม่ควรมองความยินยอมเป็นเรื่องที่ค่อยมาคิดทีหลัง

ฟิลด์ที่มีประโยชน์ได้แก่

  • สถานะการสมัครรับอีเมล
  • สถานะการยินยอมรับ SMS
  • สิทธิ์หรือความชอบในการติดต่อผ่าน WhatsApp
  • สถานะการยกเลิกรับข่าวสาร
  • เหตุผลที่ถูกระงับการส่ง
  • ภาษาที่ต้องการ
  • ช่องทางที่ต้องการ
  • ความชอบเรื่องช่วงเวลาห้ามรบกวนหรือความถี่
  • ที่มาและเวลาที่ให้ความยินยอม

ข้อมูลความยินยอมควรติดตามไปกับโปรไฟล์ลูกค้าเสมอ ลูกค้ามูลค่าสูงที่เคยปฏิเสธการรับ SMS ไม่ควรได้รับข้อความสั้นเพียงเพราะเขาเข้าเกณฑ์กลุ่ม VIP

ข้อมูลพฤติกรรม

ข้อมูลพฤติกรรมบอกว่าลูกค้าทำอะไรบ้าง

ตัวอย่าง

  • การเข้าชมเว็บไซต์
  • การดูสินค้า
  • เหตุการณ์ในตะกร้าสินค้า
  • การเปิดและคลิกอีเมล
  • การส่งแบบฟอร์ม
  • การขอชมเดโม
  • การใช้งานช่วงทดลอง
  • การดาวน์โหลดเนื้อหา
  • การเข้าร่วมงานอีเวนต์
  • การสนทนากับฝ่ายดูแลลูกค้า
  • การโต้ตอบผ่านแชท

ข้อมูลพฤติกรรมคือสิ่งที่เปลี่ยน CRM marketing จากการแบ่งกลุ่มแบบตายตัว ให้กลายเป็นเส้นทางที่ทำงานตามทริกเกอร์ ผู้ติดต่อที่ดาวน์โหลดคู่มือ ดูหน้าราคาสองครั้ง และถามฝ่ายดูแลลูกค้าเรื่องการเชื่อมต่อระบบ ไม่ควรถูกปฏิบัติเหมือนผู้ติดตามที่ไม่เคยสนใจอะไรเลย

ข้อมูลธุรกรรม

ข้อมูลธุรกรรมจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอีคอมเมิร์ซ ธุรกิจ SaaS ธุรกิจแบบสมาชิกรายเดือน และทุกธุรกิจที่มูลค่าของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา

ตัวอย่าง

  • วันที่ซื้อครั้งแรก
  • วันที่ซื้อครั้งล่าสุด
  • จำนวนออเดอร์
  • มูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์
  • มูลค่าตลอดช่วงชีวิตลูกค้า
  • สินค้าที่ซื้อ
  • หมวดหมู่ที่ซื้อ
  • การคืนเงินและการคืนสินค้า
  • สถานะการเป็นสมาชิกรายเดือน
  • วันที่ต่ออายุ
  • สถานะการชำระเงิน
  • คะแนนหรือระดับสมาชิกสะสมความภักดี

ข้อมูลธุรกรรมขับเคลื่อนแคมเปญหลังการซื้อ การซื้อซ้ำ การขายสินค้าเสริม การดึงลูกค้ากลับ ข้อเสนอสำหรับ VIP การประเมินความเสี่ยงที่ลูกค้าจะเลิกใช้ และการจัดสรรงบประมาณ

ข้อมูลงานขายและไปป์ไลน์

สำหรับธุรกิจ B2B และสินค้าที่ต้องใช้เวลาตัดสินใจนาน CRM marketing ควรใช้ข้อมูลไปป์ไลน์ด้วย

ตัวอย่าง

  • สถานะลูกค้าเป้าหมาย
  • ช่วงของวงจรชีวิตลูกค้า
  • ขั้นของดีล
  • มูลค่าโอกาสการขาย
  • ผู้ดูแลบัญชี
  • กิจกรรมการขายครั้งถัดไป
  • นัดหมายชมเดโมแล้ว
  • ส่งข้อเสนอแล้ว
  • เหตุผลที่ปิดการขายได้หรือเสียโอกาส

สิ่งนี้ช่วยให้การตลาดเลี่ยงแคมเปญที่ทำให้อึดอัด ผู้ที่กำลังเจรจาอยู่ไม่ควรได้รับอีเมลบ่มเพาะระดับต้นทางแบบทั่วไป และโอกาสที่ปิดไปแบบเสียลูกค้าอาจต้องการการติดตามผลที่ต่างจากคนที่ไม่เคยตอบกลับเลย

ฟิลด์ที่คำนวณขึ้น

ฟิลด์ที่คำนวณขึ้นช่วยสรุปมูลค่าและความเสี่ยงของลูกค้า

ตัวอย่าง

  • คะแนนการมีส่วนร่วม
  • คะแนนลูกค้าเป้าหมาย
  • ความเสี่ยงที่จะเลิกใช้
  • คะแนนความใหม่ ความถี่ และมูลค่าการซื้อ
  • วันที่คาดว่าจะสั่งซื้อซ้ำ
  • ความชอบต่อสินค้าบางประเภท
  • การเป็นสมาชิกของแต่ละกลุ่ม
  • มูลค่าตลอดช่วงชีวิตลูกค้า
  • คุณสมบัติที่จะเข้าแคมเปญดึงกลับ

ฟิลด์ที่คำนวณขึ้นทรงพลังมาก แต่จะดีก็ต่อเมื่อข้อมูลตั้งต้นเชื่อถือได้ อย่าเพิ่งสร้างคะแนนที่ซับซ้อนก่อนจะจัดการข้อมูลพื้นฐานให้สะอาด

การนำ CRM มาใช้ในงานการตลาดจริง

1. แคมเปญอีเมลที่แบ่งตามกลุ่มลูกค้า

การแบ่งกลุ่มลูกค้าคือจุดแรกที่ทีมส่วนใหญ่เห็นคุณค่าของ CRM

กลุ่มลูกค้าที่ดีจาก CRM

กลุ่มลูกค้าแนวคิดแคมเปญ
ผู้ติดตามใหม่ซีรีส์ต้อนรับและการเก็บข้อมูลความชอบ
ผู้ซื้อครั้งแรกให้ความรู้เรื่องสินค้าและข้อเสนอสำหรับการซื้อครั้งที่สอง
ลูกค้า VIPสิทธิ์ซื้อก่อนใคร รางวัลสำหรับสมาชิก ข้อเสนอระดับพรีเมียม
ลูกค้าที่ไม่เคลื่อนไหวลำดับอีเมลดึงกลับหรือปลุกให้กลับมาซื้อ
ผู้สนใจที่มีมูลค่าสูงการบ่มเพาะโดยมีทีมขายช่วยดูแล
ผู้ที่ทิ้งตะกร้าสินค้าช่วยเหลือเรื่องตะกร้าและคลายข้อกังวล
ผู้ซื้อสินค้าตามหมวดหมู่ขายสินค้าเสริมที่เกี่ยวข้องหรือชวนซื้อซ้ำ
มีเรื่องร้องเรียนที่ยังไม่จบระงับแคมเปญโปรโมชันจนกว่าจะแก้ปัญหาเสร็จ

หัวใจสำคัญคือสร้างกลุ่มลูกค้าจากการกระทำและความตั้งใจ ไม่ใช่จากข้อมูลประชากรเพียงอย่างเดียว

กลุ่มที่อ่อน: “ทุกคนในกรุงเทพมหานคร”

กลุ่มที่ดีกว่า: “ลูกค้าในกรุงเทพมหานครที่ซื้อสินค้าดูแลผิวใน 90 วันที่ผ่านมา ยินยอมรับ SMS และยังไม่เคยซื้อครีมกันแดด”

2. ทริกเกอร์จากพฤติกรรม

ทริกเกอร์จากพฤติกรรมจะส่งข้อความเมื่อการกระทำของลูกค้าบอกว่าถึงจังหวะแล้ว

ตัวอย่าง

เหตุการณ์ใน CRMการตอบสนองทางการตลาด
ซื้อครั้งแรกอีเมลดูแลหลังการซื้อ
ดูสินค้าเดิมหลายครั้งคู่มือเปรียบเทียบหรือคำแนะนำสินค้า
ทิ้งตะกร้าสินค้าลำดับอีเมลกู้ตะกร้า
ปิดตั๋วงานฝ่ายดูแลลูกค้าแล้วแบบสำรวจความพึงพอใจหรืออีเมลติดตามที่เป็นประโยชน์
เริ่มทดลองใช้งานรายการสิ่งที่ควรทำเพื่อเริ่มต้นใช้งาน
ขอชมเดโมส่งต่อให้ฝ่ายขายและหยุดอีเมลบ่มเพาะไว้ก่อน
ใกล้ถึงกำหนดต่ออายุลำดับอีเมลรักษาลูกค้า
ลูกค้าไม่เคลื่อนไหวแคมเปญดึงกลับ
ถึงเกณฑ์คะแนนสะสมเตือนให้ใช้สิทธิ์รับรางวัล

ทริกเกอร์ควรมีเงื่อนไขออกจากขั้นตอนด้วย หากลูกค้าซื้อสินค้า นัดชมเดโม ยกเลิกรับข่าวสาร หรือแจ้งปัญหาเข้ามา ระบบอัตโนมัติควรปรับตามทันที

3. การปรับเนื้อหาเฉพาะบุคคล

การปรับเฉพาะบุคคลด้วย CRM ไม่ใช่แค่การใส่ชื่อจริงลงไป แต่คือการเปลี่ยนเนื้อหาตามบริบทจริงของลูกค้า

ตัวอย่างที่มีประโยชน์

  • แนะนำสินค้าจากหมวดหมู่ที่ลูกค้าเคยซื้อ
  • ส่งคู่มือเริ่มต้นใช้งานของสินค้าชิ้นที่ซื้อไปจริง
  • ปรับเนื้อหาบ่มเพาะตามอุตสาหกรรมหรือขนาดของบริษัท
  • ใช้ช่วงของวงจรชีวิตลูกค้าเพื่อเลือกระหว่างเนื้อหาระดับเริ่มต้นกับระดับสูง
  • เสนอให้ซื้อซ้ำตามช่วงเวลาที่คาดว่าสินค้าจะหมด
  • แสดงคะแนนสะสมหรือระดับสมาชิก
  • หยุดส่งเนื้อหาระดับเริ่มต้นเมื่อลูกค้าใช้งานระดับสูงแล้ว

การปรับเฉพาะบุคคลก็พลาดได้เช่นกัน อย่าใช้ฟิลด์ที่ข้อมูลไม่ครบ อ่อนไหว หรือมีโอกาสผิดสูง ฟิลด์ที่ปรับผิดพลาดทำลายความไว้วางใจได้เร็วกว่าข้อความทั่วไปเสียอีก

4. การประสานงานหลายช่องทาง

CRM ช่วยให้การตลาดประสานช่องทางต่าง ๆ ได้

ช่องทางใช้ได้ดีที่สุดกับ
อีเมลเนื้อหาให้ความรู้ที่ยาวขึ้น จดหมายข่าว ข้อเสนอ การเริ่มต้นใช้งาน การเปรียบเทียบ
SMSการแจ้งเตือนและเตือนความจำที่สั้น ทันเวลา และได้รับความยินยอมแล้ว
WhatsAppการโต้ตอบสองทางที่มีเนื้อหาหลากหลาย เมื่อลูกค้าและกฎเกณฑ์เอื้อให้ใช้ได้
โฆษณาการยิงโฆษณาซ้ำ กลุ่มเป้าหมายคล้ายกัน การยกเว้นกลุ่ม แคมเปญตามวงจรชีวิต
ไลฟ์แชทคำถามของผู้ที่ตั้งใจซื้อและการส่งต่อให้ฝ่ายดูแลลูกค้า
งานของฝ่ายขายการติดตามผลโดยคนสำหรับผู้สนใจที่ผ่านการคัดกรองหรือลูกค้ามูลค่าสูง

CRM เป็นตัวตัดสินว่าใครควรได้รับอะไร ลูกค้ามูลค่าสูงที่ยังมีเรื่องร้องเรียนค้างอยู่อาจต้องได้เวิร์กโฟลว์แก้ปัญหา ไม่ใช่อีเมลโปรโมชัน ส่วนผู้สนใจแบบ B2B ที่ขอใบเสนอราคาอาจต้องการงานติดตามจากฝ่ายขายและกรณีศึกษา ไม่ใช่จดหมายข่าวทั่วไป

5. การวัดผลที่มาของแคมเปญ

CRM ทำให้การตลาดประเมินผลงานได้ดีขึ้น

แทนที่จะถามแค่ว่าอัตราการคลิกเป็นเท่าไร รายงานจาก CRM ถามได้ว่า

  • แคมเปญนี้สร้างไปป์ไลน์หรือไม่
  • มันมีอิทธิพลต่อดีลใดบ้าง
  • ลูกค้ากลับมาซื้ออีกหรือไม่
  • มูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์เพิ่มขึ้นหรือไม่
  • อัตราการเลิกใช้ลดลงหรือไม่
  • ภาระงานฝ่ายดูแลลูกค้าเปลี่ยนไปอย่างไร
  • การยกเลิกรับข่าวสารเพิ่มขึ้นหรือไม่
  • แคมเปญผลักให้ผู้ติดต่อขยับไปสู่ช่วงถัดไปของวงจรชีวิตหรือไม่

การวัดผลที่มาไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบจึงจะมีประโยชน์ เพียงต้องสม่ำเสมอมากพอที่จะใช้ตัดสินใจเรื่องงบประมาณ เนื้อหา และช่องทาง

CRM ในการตลาด B2B เทียบกับอีคอมเมิร์ซ

บทบาทของ CRM แตกต่างกันไปตามรูปแบบธุรกิจ

ประเภทธุรกิจสิ่งที่ CRM marketing ควรให้ความสำคัญ
B2B SaaSการให้คะแนนลูกค้าเป้าหมาย ช่วงของวงจรชีวิต การส่งต่อให้ฝ่ายขาย การใช้งานสินค้า ความเสี่ยงตอนต่ออายุ
อีคอมเมิร์ซประวัติออเดอร์ พฤติกรรมในตะกร้า หมวดหมู่สินค้า การซื้อซ้ำ ความภักดี
ธุรกิจบริการที่มาของลูกค้าเป้าหมาย สถานะการให้คำปรึกษา ขั้นของดีล งานติดตามผล
ธุรกิจในพื้นที่ประวัติการนัดหมาย ความชอบ รีวิว การเตือนความจำ
ครีเอเตอร์หรือสื่อที่มาของผู้ติดตาม การมีส่วนร่วม สินค้าที่ขาย ความชอบด้านหัวข้อ

CRM marketing แบบ B2B มักเน้นคุณภาพของลูกค้าเป้าหมายและความคืบหน้าในไปป์ไลน์ ส่วน CRM marketing แบบอีคอมเมิร์ซจะเน้นพฤติกรรมการซื้อ การซื้อซ้ำ ความชอบต่อสินค้า และการรักษาลูกค้ามากกว่า

ทีมที่ใช้ Shopify ต้องให้ข้อมูลสินค้าและออเดอร์ไปถึง Brevo อย่างถูกต้อง ตรงนี้เองที่ Tajo มีประโยชน์ เพราะช่วยให้บริบทระหว่าง Shopify กับ Brevo ซิงค์กันอยู่เสมอ กลุ่มลูกค้าและระบบอัตโนมัติจึงใช้พฤติกรรมจริงของร้านค้าได้

ตัวเลือกแพลตฟอร์มสำหรับ CRM Marketing

CRM marketing ไม่จำเป็นต้องใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับทุกธุรกิจ

แพลตฟอร์มจุดแข็งสิ่งที่ต้องระวัง
Brevoรวมงานการตลาด CRM เครื่องมือฝ่ายขาย อีเมล SMS WhatsApp ระบบอัตโนมัติ และข้อมูลลูกค้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียวที่ใช้งานได้จริงความต้องการ CRM ระดับองค์กรขั้นสูงอาจต้องใช้ฟีเจอร์ชุดงานขายที่ลึกกว่านี้
HubSpotชุดเครื่องมือครบทั้ง CRM การตลาด งานขาย งานบริการ แบบฟอร์ม เนื้อหา และรายงานค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้เมื่อจำนวนผู้ติดต่อ โมดูล และฟีเจอร์ขั้นสูงเพิ่มขึ้น
Salesforceความลึกของ CRM ระดับองค์กร กระบวนการขาย งานบริการ AI ระบบนิเวศ และการปรับแต่งต้องมีวินัยในการวางระบบและมีผู้ดูแลที่ชัดเจน
Microsoft Dynamics 365ครอบคลุมทั้ง CRM ERP งานขาย งานบริการ ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า และเข้ากับระบบนิเวศของ Microsoftเหมาะที่สุดกับทีมที่ลงทุนกับแอปธุรกิจของ Microsoft อยู่แล้ว
MailchimpCRM เพื่อการตลาดสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ข้อมูลผู้ติดต่อ อีเมล ระบบอัตโนมัติ และเครื่องมือจัดการกลุ่มเป้าหมายไม่เหมาะจะใช้เป็น CRM สำหรับงานขายที่มีไปป์ไลน์ซับซ้อน

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางจำนวนมาก Brevo เป็นจุดเริ่มต้นที่ใช้ได้จริง เพราะงานการตลาดกับ CRM อยู่ใกล้กัน ส่วนทีมที่ใช้ HubSpot Salesforce หรือ Microsoft อยู่แล้ว สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมักเป็นเรื่องการเชื่อมต่อ นั่นคือต้องมั่นใจว่าข้อมูลการตลาด ความยินยอม การมีส่วนร่วมกับแคมเปญ กิจกรรมการขาย และประวัติงานบริการ ไหลถึงกันอย่างถูกต้อง

แผนการนำ CRM Marketing ไปใช้

ขั้นที่ 1: กำหนดว่า CRM ควรช่วยให้ตัดสินใจเรื่องใดได้ดีขึ้น

อย่าเริ่มด้วยการนำเข้าทุกฟิลด์ ให้เริ่มจากการเขียนรายการการตัดสินใจก่อน

ตัวอย่าง

  • ลูกค้ากลุ่มใดควรได้รับซีรีส์ต้อนรับ
  • ลูกค้ากลุ่มใดควรถูกระงับจากโปรโมชัน
  • ตะกร้าที่ถูกทิ้งแบบใดควรตามด้วย SMS
  • ลูกค้าเป้าหมายรายใดควรส่งต่อให้ฝ่ายขาย
  • ลูกค้ารายใดควรได้รับการเตือนให้ซื้อซ้ำ
  • แคมเปญใดส่งผลต่อรายได้

การตัดสินใจแต่ละข้อจะบอกเองว่าฟิลด์ข้อมูลใดสำคัญ

ขั้นที่ 2: ตรวจสอบข้อมูลลูกค้า

ตรวจสอบข้อมูลก่อนจะทำระบบอัตโนมัติ

ให้ตรวจ

  • ผู้ติดต่อซ้ำซ้อน
  • อีเมลหรือเบอร์โทรศัพท์ที่หายไป
  • ฟิลด์ความยินยอมที่ไม่ถูกต้อง
  • ช่วงของวงจรชีวิตลูกค้าที่กรอกไม่เป็นมาตรฐาน
  • การติดตามที่มาที่พังไป
  • ข้อมูลเก่าที่นำเข้ามาโดยไม่รู้ที่มา
  • ฟิลด์จาก Shopify หรือระบบอีคอมเมิร์ซที่ยังไม่ได้จับคู่
  • บันทึกของฝ่ายขายที่ค้างอยู่นอก CRM
  • สถานะงานบริการที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในกฎการตลาด

จัดการเรื่องพื้นฐานให้เรียบร้อยก่อนจะสร้างกลุ่มลูกค้าที่ซับซ้อน

ขั้นที่ 3: เลือกแหล่งข้อมูลหลักที่ถือเป็นความจริง

ทุกฟิลด์ข้อมูลลูกค้าที่สำคัญต้องมีเจ้าของ

ตัวอย่าง

ประเภทข้อมูลแหล่งข้อมูลหลักที่มักใช้
ออเดอร์และสินค้าShopify หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
การสมัครรับอีเมลแพลตฟอร์มการตลาดหรือ CRM
ความยินยอมรับ SMSแพลตฟอร์ม SMS หรือแพลตฟอร์มการตลาด
ขั้นของงานขายCRM
สถานะงานบริการระบบเฮลป์เดสก์
ระดับสมาชิกสะสมความภักดีแพลตฟอร์มสะสมความภักดีหรือชั้นข้อมูลอีคอมเมิร์ซ
การมีส่วนร่วมกับแคมเปญแพลตฟอร์มการตลาด

หากมีสองระบบที่อัปเดตฟิลด์เดียวกันได้ ให้กำหนดกฎการตัดสินเมื่อข้อมูลขัดแย้งกัน มิฉะนั้นระบบอัตโนมัติจะทำงานจากข้อมูลที่เก่าหรือขัดแย้งกันเอง

ขั้นที่ 4: สร้างกลุ่มลูกค้าหลักสามกลุ่ม

เริ่มจากสิ่งที่ง่ายก่อน

กลุ่มแรกที่แนะนำ

  1. ผู้ติดต่อใหม่หรือผู้ซื้อครั้งแรก
  2. ผู้สนใจหรือลูกค้าที่มีส่วนร่วมสูง
  3. ผู้ติดต่อที่เสี่ยงหลุดหรือไม่เคลื่อนไหว

จากนั้นค่อยเพิ่มกลุ่มที่เฉพาะเจาะจงกับธุรกิจ

  • ลูกค้า VIP
  • ผู้ที่เพิ่งซื้อ
  • ผู้ซื้อตามหมวดหมู่สินค้า
  • ผู้ใช้ช่วงทดลอง
  • ผู้ที่ขอชมเดโม
  • โอกาสการขายที่ยังเปิดอยู่
  • สมาชิกโปรแกรมสะสมความภักดี
  • ตะกร้าที่มีมูลค่าสูง

อย่าสร้างกลุ่มลูกค้าหลายสิบกลุ่มที่ไม่มีใครดูแล

ขั้นที่ 5: สร้างเวิร์กโฟลว์ตามวงจรชีวิตลูกค้าหนึ่งชุด

เลือกเวิร์กโฟลว์เดียวที่ให้คุณค่าชัดเจน

เวิร์กโฟลว์แรกที่ดี

  • ซีรีส์ต้อนรับ
  • การดูแลหลังการซื้อครั้งแรก
  • ตะกร้าสินค้าที่ถูกทิ้ง
  • การบ่มเพาะหลังขอชมเดโม
  • การเตือนให้ซื้อซ้ำ
  • แคมเปญดึงลูกค้ากลับ
  • สิทธิ์ซื้อก่อนใครสำหรับ VIP

สำหรับแต่ละเวิร์กโฟลว์ ให้กำหนด

  • ทริกเกอร์
  • เงื่อนไขการเข้า
  • เงื่อนไขการออก
  • ข้อมูลที่ต้องใช้
  • ลำดับของข้อความ
  • กฎของแต่ละช่องทาง
  • กฎการระงับการส่ง
  • ตัวชี้วัดความสำเร็จ

ตัวอย่าง

องค์ประกอบของเวิร์กโฟลว์การดูแลหลังการซื้อครั้งแรก
ทริกเกอร์ลูกค้าสั่งซื้อครั้งแรกสำเร็จ
ข้อมูลที่ต้องใช้สินค้าที่ซื้อ ความยินยอมรับอีเมล วันที่สั่งซื้อ สถานะการจัดส่ง
ข้อความที่ 1ขอบคุณและวิธีเริ่มใช้งานสินค้า
ข้อความที่ 2เคล็ดลับการดูแลรักษาหรือคู่มือการใช้งาน
ข้อความที่ 3ขอรีวิวหรือสอบถามว่าต้องการความช่วยเหลือไหม
เงื่อนไขการออกลูกค้าขอคืนเงิน ยกเลิกรับข่าวสาร หรือมีปัญหาที่ยังแก้ไม่จบ
ตัวชี้วัดความสำเร็จการซื้อซ้ำ อัตราการเขียนรีวิว ภาระงานบริการที่ลดลง

ขั้นที่ 6: เชื่อมแคมเปญเข้ากับรายได้

ทุกโครงการ CRM marketing ควรกำหนดตัวชี้วัดเชิงธุรกิจ ไม่ใช่แค่ตัวชี้วัดระดับช่องทาง

ให้ติดตาม

  • รายได้จากผู้ที่ได้รับแคมเปญ
  • อัตราการซื้อซ้ำ
  • ไปป์ไลน์ที่ได้รับอิทธิพล
  • มูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์
  • อัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้าแยกตามกลุ่ม
  • การลดลงของการเลิกใช้หรือการไม่เคลื่อนไหว
  • อัตราการยกเลิกรับข่าวสารและการร้องเรียน
  • ตั๋วงานฝ่ายดูแลลูกค้าที่เกิดขึ้นหรือถูกปิด

ผูกรายงานเข้ากับการตัดสินใจ หากแคมเปญเป็นเวิร์กโฟลว์ดึงลูกค้ากลับ ให้วัดการกลับมาใช้งาน หากเป็นการบ่มเพาะลูกค้าเป้าหมาย ให้วัดการขยับของขั้นในไปป์ไลน์ และหากเป็นขั้นตอนหลังการซื้อ ให้วัดการซื้อซ้ำและผลกระทบต่องานบริการ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยใน CRM Marketing

ข้อผิดพลาดทำไมจึงเสียหายแนวทางที่ดีกว่า
นำเข้าข้อมูลที่ไม่สะอาดกลุ่มลูกค้าและระบบอัตโนมัติเชื่อถือไม่ได้ทำความสะอาด รวมรายการซ้ำ และจับคู่ฟิลด์ก่อน
แบ่งกลุ่มมากเกินไปกลุ่มที่มากเกินไปดูแลไม่ไหวเริ่มจากกลุ่มตามวงจรชีวิตที่มีคุณค่าสูง
ปรับเฉพาะบุคคลจากฟิลด์ที่อ่อนการปรับที่ผิดพลาดทำลายความไว้วางใจใช้เฉพาะฟิลด์ที่เชื่อถือได้
มองข้ามความยินยอมสร้างความเสี่ยงทั้งด้านกฎหมายและประสบการณ์ลูกค้ากำหนดให้ความยินยอมเป็นเงื่อนไขบังคับของทุกแคมเปญ
ไม่มีเงื่อนไขการออกลูกค้าได้รับข้อความอัตโนมัติที่ไม่เกี่ยวข้องต่อไปเรื่อย ๆกำหนดเงื่อนไขออกเมื่อซื้อ ยกเลิกรับข่าวสาร แจ้งปัญหา หรือขยับขั้นการขาย
ฝ่ายขายกับการตลาดเข้าใจช่วงของลูกค้าไม่ตรงกันลูกค้าเป้าหมายถูกดูแลผิดวิธีกำหนดผู้รับผิดชอบช่วงของวงจรชีวิตลูกค้าให้ชัด
วัดแค่ยอดเปิดและคลิกมองไม่เห็นผลกระทบต่อธุรกิจติดตามรายได้ ไปป์ไลน์ การรักษาลูกค้า และการยกเลิกรับข่าวสาร

Tajo ช่วยงานการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย CRM อย่างไร

Tajo มีประโยชน์เมื่อความสำเร็จของการตลาดขึ้นอยู่กับข้อมูลลูกค้าและข้อมูลอีคอมเมิร์ซที่เป็นปัจจุบัน

สำหรับทีมที่ใช้ Shopify ร่วมกับ Brevo นั้น Tajo ช่วยซิงค์

  • ข้อมูลลูกค้าใน Shopify
  • ออเดอร์
  • ข้อมูลสินค้า
  • เหตุการณ์เกี่ยวกับตะกร้าและวงจรชีวิตลูกค้า
  • ฟิลด์ความยินยอมและช่องทางที่ติดต่อได้
  • บริบทของโปรแกรมสะสมความภักดี
  • สัญญาณการมีส่วนร่วม
  • กลุ่มลูกค้า

เรื่องนี้สำคัญเพราะ CRM marketing ล้มเหลวเมื่อแพลตฟอร์มอัตโนมัติเห็นข้อมูลที่ล้าสมัย การเตือนให้ซื้อซ้ำต้องรู้วันที่ซื้อครั้งล่าสุด แคมเปญ VIP ต้องรู้มูลค่าของลูกค้า เวิร์กโฟลว์ตะกร้าสินค้าต้องรู้ว่ามีอะไรอยู่ในตะกร้าตอนนี้ แคมเปญดึงกลับต้องรู้สถานะการไม่เคลื่อนไหว และกฎการระงับการส่งต้องรู้ความยินยอมและสถานะงานบริการล่าสุด

Brevo ให้ความสามารถด้านการตลาด CRM งานขาย ระบบอัตโนมัติ SMS WhatsApp และการทำรายงาน ส่วน Tajo ช่วยให้บริบทฝั่งอีคอมเมิร์ซเชื่อมต่ออยู่เสมอ เพื่อให้แคมเปญทำงานบนสถานะที่ถูกต้องของลูกค้า

เริ่มต้นอย่างไร

ใช้แผนเปิดตัว 30 วันนี้

สัปดาห์สิ่งที่ต้องทำ
1ตรวจสอบข้อมูล CRM อีคอมเมิร์ซ ความยินยอม แคมเปญ และงานบริการ
2กำหนดกฎว่าข้อมูลใดถือแหล่งใดเป็นความจริง และสร้างกลุ่มลูกค้าหลักตามวงจรชีวิตสามกลุ่ม
3สร้างเวิร์กโฟลว์หนึ่งชุด เช่น การต้อนรับ ตะกร้าที่ถูกทิ้ง หลังการซื้อ การบ่มเพาะ หรือการดึงลูกค้ากลับ
4เปิดใช้งาน วัดรายได้และการยกเลิกรับข่าวสาร แล้วแก้ช่องโหว่ของข้อมูลก่อนขยายต่อ

เริ่มจากเวิร์กโฟลว์เดียวที่วัดผลได้ชัดเจน เวิร์กโฟลว์แรกที่สะอาดจะสร้างความมั่นใจ และเผยให้เห็นปัญหาข้อมูลที่ต้องแก้ก่อนจะขยาย CRM marketing ให้ใหญ่ขึ้น

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

คำถามที่พบบ่อย

CRM ในงานการตลาดคืออะไร
CRM ในงานการตลาดคือการนำข้อมูลจากระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลติดต่อ ความยินยอม ประวัติการซื้อ ช่วงของวงจรชีวิตลูกค้า การมีส่วนร่วม กิจกรรมการขาย ประวัติการติดต่อฝ่ายดูแลลูกค้า และมูลค่าของลูกค้า เพื่อสร้างกลุ่มลูกค้า แคมเปญ ระบบอัตโนมัติ และเส้นทางลูกค้าที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น
ทำไม CRM จึงสำคัญต่อการตลาด
CRM สำคัญเพราะให้ทีมการตลาดมีชั้นข้อมูลบริบทของลูกค้าที่เชื่อถือได้ ช่วยให้เลี่ยงแคมเปญแบบเดียวใช้กับทุกคน กระตุ้นข้อความจากพฤติกรรมจริงของลูกค้า ทำงานประสานกับฝ่ายขายและฝ่ายดูแลลูกค้า ปรับข้อเสนอให้เฉพาะบุคคล ระงับการส่งไปยังกลุ่มที่ไม่ควรได้รับ และวัดผลกระทบของแคมเปญเทียบกับรายได้และการรักษาลูกค้า
จะใช้ข้อมูล CRM ทำการตลาดอย่างไร
เริ่มจากการทำความสะอาดข้อมูลติดต่อ ความยินยอม การซื้อ วงจรชีวิตลูกค้า และการมีส่วนร่วม จากนั้นสร้างกลุ่มลูกค้าที่มีความหมายไม่กี่กลุ่ม วางแผนแคมเปญตามวงจรชีวิต เชื่อมเหตุการณ์ใน CRM เข้ากับระบบอัตโนมัติ ปรับเนื้อหาเฉพาะบุคคลจากฟิลด์ที่เชื่อถือได้ และวัดผลแต่ละแคมเปญด้วยยอดเปลี่ยนเป็นลูกค้า รายได้ การรักษาลูกค้า การยกเลิกรับข่าวสาร และผลลัพธ์ฝั่งงานขายหรืองานบริการ

ขอสิทธิ์ใช้งานล่วงหน้า

กรอกชื่อพร้อมอีเมลหรือหมายเลขโทรศัพท์ แล้วเราจะติดต่อกลับพร้อมรายละเอียดการเข้าใช้งาน Tajo

ตรวจจับอัตโนมัติ
รับ Brevo